Archive for July 2550

กีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน ครั้งที่ 24

กีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน ครั้งที่ 24  หรือ Universiade 24th  กำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า  มีใครทราบบ้างครับ?

มหาวิทยาลัยประมาณ 150 แห่งทั่วโลก  ส่งนักกีฬามาเข้าร่วมการแข่งขันประมาณหนึ่งหมื่นคน ซึ่งทั้งหมดจะพักอยู่ที่หอพักเอเชียนเกมส์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

กีฬาที่แข่งขันมีทั้งหมด 15 ประเภท ใช้สถานที่ในการแข่งขัน 14 แห่ง (ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล)  ใช้สนามแข่งขันทั้งหมด 36 สนาม

เนื่องจากนักกีฬาทั้งหมดต้องพักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  ทำให้มีการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมาก  ในช่วงวันที่ 1 – 20 ส.ค. นี้การเข้าออกและจอดรถ จะต้องมีบัตรผ่าน ผู้ที่ไม่มีบัตรจะต้องจอดรถไว้บริเวณที่จอดไว้ให้ และใช้บริการขนส่งภายในที่ได้จัดบริการไว้  และเส้นทางเดินรถก็ปรับเปลี่ยนบางเส้นให้เป็นวันเวย์ และกำหนดให้มีการเข้าและออกได้ตามประตูที่กำหนด

บริเวณที่พักนักศึกษานั้นเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมาก มหาวิทยาลัยได้ทำรั้วขึ้นมาปิดทางเข้าออกส่วนของหอพักทั้งหมด กำหนดให้มีเส้นทางเข้าออกได้เฉพาะที่กำหนด รถที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าออกไม่ได้เลย 

ความปลอดภัยที่เข้มงวดแบบนี้ก็ส่งผลกับความสะดวกของบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่อาศัยอยู่บริเวณเดียวกัน  เพราะขับรถเข้าออกไม่ได้  และต้องใช้บริการรถขนส่งที่ต้องวิ่งออกจากมหาวิทยาลัย อ้อมมาเข้าประตูอีกด้านหนึ่ง   ซึ่งสร้างความสับสน งงงวยแก่บุคลากรข้างในมากพอควร

บุคลากรส่วนหนึ่งก็เป็นอาสาสมัครช่วยการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยครั้งนี้ด้วย  ผมเองก็เป็นอาสาสมัครได้รับตำแหน่งเป็น IT Manager ดูแลสนามกีฬาหลัก (Main Stadium) ที่ธรรมศาสตร์  ต้องควบคุมดูแลเรื่องเกี่ยวกับ IT ของสนามทั้งหมด เช่น การรายงานผลการแข่งขันผ่านทาง Swiss Timing  การถ่ายทอดสด รวมไปถึงการใช้งาน walky talky ด้วย

เมื่อวันก่อนผมไปเดินสำรวจที่ Main Stadium เลยเก็บภาพมาบางส่วนด้วย

1.jpg

2.jpg

Swiss Timing มีสกอร์บอร์ดมาด้วย แต่เนื่องจาก Main Stadium ก็มีสกอร์บอร์ดซึ่งใหญ่กว่า ทำให้ต้องมีการเชื่อมระบบของ Swiss Timing เข้ากับสกอร์บอร์ดนี้ด้วย  ผมทราบมาว่าในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์นั้นสามารถเชื่อมต่อกันได้  แต่ก็ต้องทำการทดสอบกันอีกครั้ง มีลุ้นในสัปดาห์หน้า

3.jpg

กำลังช่วยกันติดธง

4.jpg

ส่องๆ เล็งๆ  แล้วก็ “OK!”

5.jpg

“OK?”

6.jpg

งานที่น่ากลัวสำหรับคนกลัวความสูงคงจะเป็นงานนี้  ที่ต้องขึ้นไปติดตั้งสปอร์ตไล้ท์บนหลังคา
คนที่อยู่ข้างล่างผูกเชือกเข้ากับหลอดไฟ ส่วนข้างบนก็คอยดึงหลอดไฟขึ้นไป

7.jpg

ทีนี้ก็ช่วยกันประกอบสปอร์ตไลท์บนหลังคา

8.jpg

Popularity: 22% [?]

13 Numbers

ยังไม่ทันไรก็มีข่าวจากประชาไทแจ้งว่า เว็บบอร์ดและบล็อกนั้นไม่จำเป็นต้องจัดเก็บหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการแล้ว   ก็เป็นอันว่าความพยายามที่จะฝืนธรรมชาติอย่างหนึ่งของอินเทอร์เน็ตก็หมดสิ้นลง  พร้อมๆ กับการดำรงอยู่ต่อไปของ บุคคลนิรนาม ตามเว็บบอร์ดและสถานที่ต่างๆ  

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณี “ประกาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2550” ที่จะออกมาเป็นกฎหมายเสริมพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อันจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 ก.ค. ที่จะถึงนี้ว่า

กรณีที่ก่อนหน้านี้ ในร่างของประกาศฯ (ฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 4 ก. ค.) เขียนไว้ว่า กรณีเว็บบอร์ดและเว็บบล็อกนั้น ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลทั้ง ชื่อ สกุล รหัสประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ และ/หรือ เลขบัญชีธนาคาร และ/หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต

ล่าสุด เนื้อหาดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาแล้ว โดยยกเลิกการเก็บข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน คงเหลือเพียงหมายเลขไอพีแอดเดรส และวันเวลาที่ผู้ใช้บริการเข้าถึงเท่านั้น ในกรณีเว็บไซต์ทางการค้านั้น อาจจะยังคงให้กรอกหมายเลขบัตรเครดิต

สมมตินะครับ  สมมติว่าแท้จริงแล้ว  เรื่องนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่บางคน/บางกลุ่มได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างประกาศการเก็บข้อมูลนี้ให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการ โดยไม่สนใจเสียงทัดทานจากคณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาร่างประกาศฉบับนี้  ซึ่งแม้ว่าความพยายามนี้จะไม่บรรลุผล  แต่บุคคลผู้นี้/กลุ่มนี้และความพยายามที่จะควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศก็ยังคงอยู่   การกระทำครั้งนี้อาจจะเปรียบเหมือนโยนหินถามทาง และฉวยโอกาสอาศัยช่วงจังหวะระยะเวลาทีเผลอของชาวเน็ต  ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ

ความพยายามนี้จะมีขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่  ก็ต้องเฝ้าคอยติดตามเรื่องสมมตินี้ต่อไป  เพราะเราสามารถสร้างเรื่องสมมติให้เป็นจริงได้เสมอ  :roll:

Popularity: 23% [?]

ความเห็นเกี่ยวกับพรบ.กระทำผิดคอมฯ

ความเห็นส่วนหนึ่งจากข่าว “ไอเอสพีบี้กลับไอซีที เร่งสร้างความเข้าใจ ก่อนบังคับ 18 ก.ค.นี้
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0122325&issue=2232 

นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทยหรือไอเอสพี.

การจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการให้บริการแน่นอน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้คำนวณต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้ามองในมุมกลับเชื่อว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวจะช่วยให้โลกอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปและช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น

กฎหมายดังกล่าวเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้มากพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้วิธีการจัดเก็บข้อมูล โดยกระทรวงไอซีทีจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจและสร้างความตื่นตัว

นางภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

เรื่องที่จะให้ผู้บริการเว็บจัดเก็บข้อมูลให้รู้ถึงผู้ใช้บริการ ซึ่งหมายถึงการเก็บข้อมูลบัตรประชาชน โดยได้พยายามเจรจาต่อรองกับกระทรวงไอซีทีให้จัดเก็บเฉพาะหมายเลขไอพีที่เข้ามาได้หรือไม่ เนื่องจากการเก็บข้อมูลบัตรประชาชน นั้นถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติของเว็บไซต์ที่ต้องการให้คนเข้ามาใช้บริการมากๆ

สมาคมได้มีส่วนเข้าไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับการร่างประกาศกระทรวง เรื่องหลักเกณฑ์การจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ และได้พยายามเจรจาให้ผ่อนปรนเกณฑ์บางข้อที่เกี่ยวข้อง อาทิ กำหนดผู้ให้บริการจัดเก็บเนื้อหา หรือคอนเท้นต์ อีเมล์ เป็น 90 วัน ซึ่งมองว่าควรเก็บข้อมูลเฉพาะเส้นทางเข้าออกของอีเมล์ก็เพียงพอแล้ว

“แนวทางที่เสนอไปยังกระทรวงไอซีทีคือให้จัดเก็บข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น และการแบ่งกลุ่มผู้ใช้บริการว่าแต่ละกลุ่มควรเก็บข้อมูลถึงระดับไหน เพราะหากให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์จัดเก็บข้อมูลบัตรประชาชน คงเป็นเรื่องกระทำได้ลำบากมาก “

ส่วนนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาดดอตคอม จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินค้า www.tarad.com และซื้อขายสินค้ามือสอง www.thaisecondhand.com

ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมอร์ซ มองว่าการมีกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สร้างความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต หรืออย่างน้อยเมื่อเกิดปัญหาการซื้อขายเกิดขึ้นก็มีเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและรู้เรื่องมาดำเนินการ ต่างจากในอดีตที่เกิดปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ความเห็นส่วนหนึ่งจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 14 ก.ค. 2550 - “พ.ร.บ.กระทำผิดคอมพ์ คนไอที-อินเทอร์เน็ตต้องระวัง“ 

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ  พาร์ทเนอร์ บริษัทแมกนัส แอนด์ พาร์เนอร์ส จำกัด และอาจารย์พิเศษนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“หลัง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลแล้ว การส่งต่อหรือฟอร์เวิร์ดเมลภาพอนาจาร ภาพอนาจารดาราถูกตัดต่อหรือไม่ตัดต่อ จนถึงการส่งต่อลิงค์ยูอาร์แอลของเว็บโป๊อนาจาร ก็เข้าข่ายกระทำผิดต่อพ.ร.บ.นี้ รวมถึงการส่งทางมือถือด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปัญหาการข่มขืนมีมากขึ้นจากคลิปวิดิโอโป๊ที่เผยแพร่ทางเน็ต  หากกฎหมายดังกล่าวใช้น่าจะช่วยยกระดับจริยธรรมและการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่เป็นประโยชน์มากขึ้น”

******************************************************

ข้างบนนั่นเป็นความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและเสียงดัง ไม่รู้ว่าผู้ให้และผู้ใช้บริการทั่วๆ ไปคิดอย่างไรบ้าง

คนเรามักจะกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย เพราะไม่เข้าใจ  แต่หากให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ความกลัวก็จะหายไป    หากกลัวว่าเยาวชนหรือผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ กลัวที่จะใช้อินเทอร์เน็ต และใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด  พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และหน่วยงานของรัฐ  ก็ควรเข้ามาดูแลอบรมให้ความรู้ 

แต่ว่า เด็กๆ สมัยนี้กลัวอินเทอร์เน็ตหรือ?  ประเด็นความกลัวหน้าจะเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากกว่า

ผมไม่ทราบมาก่อนว่า เขาตั้งใจจะให้ผู้บริการจัดเก็บเนื้อหาของอีเมลไว้เป็นเวลา 90 วันด้วย  แหม แบบนี้ก็ควรจัดตั้ง National SMTP Server อย่างที่ผมเสนอไปก่อนหน้านี้จะดีที่สุดครับ  อีเมลที่เข้าออกในประเทศจะได้ถูกสำรองไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ทุกฉบับ  รัฐฯ ควรจะเป็นผู้ดำเนินการตรงนี้  ไม่ควรให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระ   แต่อาจจะต้องใช้ storage ที่ใหญ่มหาศาลเพราะคงต้องเก็บสแปมเมลด้วย    นอกจากนี้รัฐก็จะสามารถทำการตรวจสอบอีเมลของคนในประเทศได้ด้วย  ใคร forward รูปโป๊  หรือส่ง link ของเว็บโป๊  ก็บุกจับได้ทันที  ว้าว!

กฏหมายนี้อาจช่วยให้เกิดการบังคับให้มีการยืนยันการมีตัวตน  โดยให้มีการแสดงหมายเลขบัตรประชาชนของผู้ซื้อและผู้ขาย  ทำให้การซื้อขายในโลกอินเทอร์เน็ตปลอดภัยขึ้น นั่นหมายความว่าวิธีการระบุและยืนยันตัวบุคคล จะต้องใช้งานได้ถูกต้องและเชื่อถือได้

ผมสงสัยว่ากฏหมายจะช่วยยกระดับจริยธรรมได้หรือ เลยลองค้นในเว็บก็พบบทความเรื่อง ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรม ที่เรียบเรียงโดยคุณดวงเด่น นุเรนรัมย์  ความตอนหนึ่งว่า

อีกทั้งจริยธรรมมิใช่กฎหมาย ทั้งนี้เพราะกฎหมายเป็นสิ่งบังคับให้คนทำตาม และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ดังนั้น สาเหตุที่คนเคารพเชื่อฟังกฎหมายเพราะกลัวถูกลงโทษ ในขณะที่จริยธรรมไม่มีบทลงโทษ ดังนั้นคนจึงมีจริยธรรมเพราะมีแรงจูงใจ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับจริยธรรมในฐานะเป็นแรงหนุนจากภายนอกเพื่อให้คนมีจริยธรรม

(มีบทความเรื่อง จริยธรรมในวิชาชีพ ด้วยครับ)

ดูเหมือน  พรบ. นี้จะเป็นยาวิเศษจริงๆ เสียแล้วกระมัง

Popularity: 21% [?]

เราต้องรู้จักกันขนาดไหน จึงจะคุยกันได้?

การแสดงความคิดเห็น พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันในอินเทอร์เน็ต จำเป็นไหมที่เราจะต้องรู้จักกับคนที่เรากำลังคุยด้วยในระดับที่ต้องให้หมายเลขบัตรประชาชน  โดยจะต้องลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกในเว็บบอร์ดหรือในบล็อกก่อนทุกครั้ง (ซึ่งต้องยืนยันตัวบุคคลได้ด้วย)  แล้วจึงค่อยลงมือคุยกัน

เราคุยกันโดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกันลึกซึ้งขนาดต้องแลกบัตรประชาชนกันไม่ได้หรือ?  ผมไม่ได้อยากรู้จักคนที่คุยด้วยขนาดนั้น ก็แค่คุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คุยกันรู้เรื่องก็คุยกันไป  คุยไม่รู้เรื่องก็ต่างคนต่างไป

แล้วหากได้หมายเลขบัตรฯ มาก็จะต้องทำการตรวจสอบก่อนงั้นหรือ   พอแน่ใจว่าข้อมูลถูกต้องแล้วจึงค่อยคุยกัน  หรือเราคุยกันไปก่อน พอตรวจสอบบัตรประชาชนแล้ว  ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็เลิกคุยกันซะ  หึๆ  :grin:

เอ… แล้วถ้าข้อมูลในบัตรถูกต้อง  แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่ให้ข้อมูลบัตรนั้นมาน่ะ  เขาเป็นเจ้าตัวจริงๆ

ถ้าสมมติว่าข้อมูลที่คุณให้มาถูกต้อง  ผ่านกระบวนการตรวจสอบและคุณยืนยันตัวเองได้  ดังนั้นก็หมายความว่าผมก็รู้ชื่อ-นามสกุล กับรหัสบัตรฯ ของคุณ  ผมก็เอาไปใช้ต่อได้ละสิเนี่ย หวานหมูเลย

ดังนั้น  ผมก็คือคุณ  และ คุณก็คือผม  เราคือกันและกัน (ดูโป๊ไปไหมครับ  :lol:   )

Popularity: 13% [?]

ขอหมายเลขบัตรประชาชนด้วยครับ!

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ (PDF file)ได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 18 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ และเพื่อให้ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดฯ นี้สมบูรณ์กระทรวงไอทีซีก็กำลัง*ร่าง*ประกาศหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งถือเป็นกฎหมายเสริมที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าจะต้องเก็บข้อมูลอะไร อย่างไรบ้าง สำหรับร่างประกาศหลักเกณฑ์นี้อ่านได้ที่นี่ครับ

แล้วทั้ง พรบ. และ ประกาศหลักเกณฑ์นี้เกี่ยวข้องกับเราๆ ท่านๆ แค่ไหนกัน? ลองอ่านได้จากที่เว็บประชาไทในข่าว “รายงาน จับตา ไอซีที : ออก กม.ลูก บังคับเก็บประวัติคนเล่นเน็ต เลข 13 หลัก เลขบัญชี เลขบัตรเครดิต

…แม้การผลักดันพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกดันเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่การออกประกาศ/กฎกระทรวงที่ต้องนำมาใช้เคียงคู่กัน กลับเป็นความเคลื่อนไหวอันเงียบกริบ ไม่มีการประชาพิจารณ์ หรือแม้วงเสวนาที่ให้สาธารณะชนเข้าถึง ทั้งที่รายละเอียดที่ถูกกล่าวถึงในประกาศ/กฎกระทรวง คือสิ่งที่จะกระทบต่อประชาชนโดยตรง  และที่สำคัญและน่าวิตกคือ ประกาศ/กฎกระทรวงเหล่านี้ ต้องคลอดออกมาให้ทันวันที่ 18 ก.ค. 50 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีผลบังคับใช้…


เก็บทุกเม็ด ไม่เว้นเลข 13 หลัก บัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต

ผู้ให้บริการ จะต้องเก็บข้อมูลหลายอย่าง ตั้งแต่ ชื่อประจำตัว (Username) ที่อยู่จดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (email) หมายเลขที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต (IP Address)  ร่างประกาศที่เตรียมจะประกาศใช้ยังระบุว่า กรณีเวบบอร์ดและเวบบล็อกนั้น ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลทั้ง ชื่อ สกุล รหัสประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ และ/หรือ เลขบัญชีธนาคาร และ/หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เรื่อง ”ชำแหละร่างประกาศไอซีที กฎหมายลูก พ.ร.บ. กระทำผิดคอมพ์“ 


ซึ่งหากพิจารณาจากประกาศข้อดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าประกาศดังกล่าว มีผลต่อมีผลวงกว้างมาก เพราะผู้ให้บริการจะครอบคลุมตั้งแต่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โรงเรียน องค์กร ห้างร้าน หรือแม้กระทั่งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการเว็บไซต์ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และผู้ให้บริการโทรคมนาคม
 

นอกจากนี้ในประกาศข้อ 6 ระบุถึงข้อมูลที่ผู้ให้บริการจะต้องทำการจัดเก็บ ซึ่งจะครอบคลุมข้อมูลที่สามารถระบุและติดตามถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง และ ปลายทาง ของการติดต่อสื่อสารถึงกันผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงข้อมูลที่สามารถระบุพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารถึงกันด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อาทิ วันที่ เวลา ปริมาณการติดต่อ และระยะเวลาการติดต่อ

เช่นเดียวกับประกาศข้อ 7 ที่ระบุว่าการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ตามประกาศข้อ 6 นั้นต้องสามารถระบุผู้ใช้บริการเป็นรายบุคคลได้ อาทิ ลักษณะการใช้บริการ Proxy Server , Network Address Translation (NAT) หรือ Proxy Cache หรือ Cache Engine หรือ บริการฟรีอินเตอร์เน็ต อาทิ บริการ 1222 ที่ต้องสามารถระบบตัวตนผู้ใช้บริการเป็นรายบุคคลได้ ไม่ใช่ผู้ร่วมใช้บริการ

ดูเหมือนว่ากระทรวงไอซีทีมีความต้องการที่ให้ผู้ให้บริการต้องสามารถระบุและยืนยันตัวบุคคล (Identification and Authentication) ของผู้ใช้บริการให้ได้  แม้คุณจะเป็นเพียงแค่ผู้เช่าพื้นที่ทำเว็บเพจและมีเว็บบอร์ดหรือบล็อกส่วนตัวเล็กๆ  คุณก็จะต้องสามารถบอกได้ว่าผู้ใช้บริการที่มาโพสข้อความนั่นเป็นใคร  เพราะประกาศหลักเกณฑ์นี้กำหนดให้ต้องมีวิธีการระบุและยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการด้วย (ตามประกาศข้อ ๘)

8.gif

ดังนั้นหากเกิดกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามพรบ.นี้ ร้องขอให้แจ้งรายละเอียดของผู้ใช้บริการที่โพสข้อความใดข้อความหนึ่ง  และผู้ให้บริการก็จะต้องให้ข้อมูลได้ว่าชื่อ นามสกุล และรหัสประจำตัวประชาชนคืออะไร   หากผู้ให้บริการไม่สามารถให้ข้อมูลได้ก็แปลว่าทำผิด พรบ. ในมาตรา 26 ซึ่งต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

หากประกาศหลักเกณฑ์ฯ นี้ได้ถูกนำมาประกาศใช้จริง แล้วจะมีผลกระทบกับใครบ้าง?  อันดับแรกก็คงจะเป็นผู้ให้บริการซึ่งในประกาศหลักเกณฑ์ฯ นั้นได้แจกแจงไว้อย่างละเอียด  ดังนั้นไม่ว่าคุณจะให้บริการอะไรยังไงคุณก็จะต้องเข้าข่ายผู้ให้บริการไม่ประเภทใดก็ประเภทหนึ่ง  ซึ่งก็จะต้องปรับปรุงให้ระบบคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรือเว็บไซต์ของคุณทำการจัดเก็บข้อมูลให้ได้อย่างที่ประกาศนี้ต้องการ

ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอันดับที่สองก็คือผู้ใช้บริการนั่นเอง  เมื่อผู้ใช้บริการต้องการที่จะโพสข้อความใดๆ ไม่ว่าจะในเว็บบอร์ดหรือในบล็อก  ผู้ใช้บริการก็จะต้องระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนของตนเองด้วย  นอกเสียจากว่าคุณจะเป็นผู้ใช้บริการที่ไม่เคยโพสข้อความอะไรที่ไหนเลย   คุณก็อาจจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

appendix-b_portal1.gif

appendix-b_portal2.gif

จากประกาศข้างบน หากคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง  คุณน่าจะทำถูกกฏหมายที่สุดหากคุณทำเว็บไซต์ประเภทนำเสนอข้อมูลอย่างเดียว  โดยจะต้องไม่มีส่วนไหนที่ยอมให้ผู้ใช้บริการเขียนข้อความโต้ตอบแสดงความคิดเห็นใดๆ  ห้ามมีเว็บบอร์ด  หากทำบล็อกก็จะต้องไม่ให้คนอ่านโพสข้อความโต้ตอบอะไรเลย  หรือหากจะคุยกันก็ต้องใช้วิธีแอบหลบๆ ซ่อนๆ อย่าให้ใครรู้เชียว

ผู้ให้บริการเว็บบอร์ดและผู้มีบล็อกทั้งหลายก็คงจะต้องแจ้งผู้ใช้บริการให้เพิ่มข้อมูลชื่อและนามสกุล และหมายเลขประจำตัวประชาชน เข้าไปในระบบเสีย  โดยต้องขอร้องให้ป้อนข้อมูลที่เป็นจริง  เพราะตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องที่ผู้ใช้บริการป้อนมาได้อย่างไร (คิดว่าคนที่ร่างประกาศคงทำระบบตรวจสอบเอาไว้พร้อมแล้วกระมัง  พอบังคับใช้คงจะเปิดให้ใช้ระบบนี้ได้เลยทันที :roll: )  

ทั้งนี้หากซีเรียสมากก็คงจะต้องงดให้บริการไปสักระยะ แล้วแจ้งให้ผู้ใช้สำเนาบัตรประชาชนส่งมาให้ทางจดหมาย  หรืออาจจะประกาศแช่งให้มีอันเป็นไปหากให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ   สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ควรจะเลิกคุยกับคนต่างชาติเสีย  เพราะอาจจะยุ่งยากในการยืนยันตัวบุคคล  ซึ่งผลกระทบที่ในส่วนนี้อาจทำให้ต้องปิดบริการ newsgroup ที่มีอยู่ทั้งหมด 

หากเว็บบอร์ดหรือบล็อกไม่สามารถรองรับหมายเลขบัตรประชาชนได้  อย่างเช่น wordpress ก็คงจะต้องทำ plug in เข้ามาเพิ่ม  หรืออาจจะลองติดต่อผู้พัฒนาให้ทำฟิลด์ที่ใช้เก็บหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักสำหรับคนไทยเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ   อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ประกาศนี้กำหนดให้ต้องเก็บข้อมูลนี้ไว้บนเว็บไซต์หรือบนเครือข่ายเท่านั้น  ไม่สามารถทำการจัดเก็บไว้เป็นแบบ offline ได้  เดาว่าเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเรียกดูข้อมูลของเจ้าหน้าที่

ผมลองคิดเล่นๆ ว่าข้อดีของประกาศหลักเกณฑ์ฯ นี้มีอะไรบ้าง

  • คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยจะสามารถจำเลขบัตรประชาชน 13 หลักของตัวเองได้อย่างขึ้นใจ
  • เครือข่ายอินเทอร์เน็ตประเทศไทยจะโปร่งใสชัดเจนมาก ใครโพสข้อความอะไรก็สืบรู้ได้หมด ดังนั้นประเทศไทยจะปราศจากซึ่งบุคคลนิรนาม (Anonymous)  ผู้ดูแล ftp server ต่างๆ ต้องรีบยกเลิก anoymous user เสีย 
  • ความสุขมวลรวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะสูงขึ้น เพราะทุกคนจะพูดจาภาษาดอกไม้  ไพเราะน่าฟัง  ทำให้สามัคคีกัน รักกันมากขึ้น 
  • ประหยัดงบประมาณในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย เพราะเครือข่ายปลอดภัยดีแล้วไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม  เนื่องจาก hacker ทั้งในและต่างประเทศกลัว พรบ. นี้กันไปหมดทั้งโลก 
  • การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะได้ผลมาก  เพราะเรามีข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ครบถ้วนและละเอียดที่สุดในโลก
  • คนไทยจะคุยกันเองมากขึ้น ทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ  วัฒนธรรมไทยจะยังคงอยู่สืบไป  เพราะหลังจากนี้ต่างชาติจะสื่อสารกับเราได้ลำบากมาก  เนื่องจากความยากลำบากในขั้นตอนการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • พนักงานเจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น  เพราะไม่ต้องลงทุนทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่กฎหมายนี้บังคับใช้ ภาระการดำเนินการต่างๆ ก็จะตกไปอยู่กับผู้ให้บริการทั้งสิ้น

แล้วข้อเสียของประกาศหลักเกณฑ์ฯ นี้มีอะไรบ้าง

  • ไม่น่าจะมี  เพราะหลักเกณฑ์นี้น่าจะผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าดีที่สุดต่อประเทศชาติแล้ว  จะเห็นได้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน  ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น  :roll:

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

ในเมื่อกระทรวงต้องการให้มีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดยิบเช่นนี้  ในขั้นตอนถัดไปก็ควรออกดำเนินการจัดทำเซิร์ฟเวอร์แห่งชาติขึ้นมา ในเบื้องต้นควรจะประกอบไปด้วย National Log Server, National Web Proxy Server และ National SMTP Server

  • Natianal Log Server จะทำหน้าที่จัดเก็บ log ต่างๆ จากเซิร์ฟเวอร์ของทางราชการทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  เพื่อประหยัดงบประมาณในการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลของราชการ  และอาจจะคิดค่าบริการกับเอกชนที่จะสนใจใช้บริการ (หรืออาจจะบังคับให้ทำในลักษณะของ remote log server ไปเลยก็ได้) ทั้งนี้เมื่อมีข้อมูลของ log ต่างๆ อยู่ในมือแล้วก็จะสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้นไปอีก  พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะสะดวกในการทำงานยิ่งขึ้นไปอีก
  • National Web Proxy Server  ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดในประเทศไทย เปิดดูเว็บไซต์ไหนบ้าง  โดยใช้รหัสประจำตัวประชาชนเป็น user ID  ซึ่งทุกครั้งที่จะเปิดเว็บก็จะต้องมี pop up ขึ้นมาถาม user ID และ password ก่อน  ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างแท้จริง  เพราะจะทราบอายุที่แน่นอนของผู้ใช้  หากยังเป็นเด็กและเยาวชนก็ป้องกันไม่ให้ดูเว็บโป๊ได้ทันท่วงที     ทั้งนี้ข้อเสียคือชาวต่างชาติจะไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้สะดวกเท่าไหร่นัก
  • National SMTP Server บังคับให้ SMTP server ของผู้ให้บริการทั้งหมดจะต้องมา relay ผ่านเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ทั้งขาเข้าและขาออก  และพัฒนาระบบขึ้นมาจัดเก็บและวิเคราะห์เนื้อหาอีเมลต่างๆ ของคนในประเทศ  อันเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้กระทรวงไอทีซีก็ควรจะเป็นหัวหอกในการดำเนินการจัดทำ Internet 3 เสียเลย  และบังคับให้นานาประเทศทำตามประกาศต่างๆ ที่กระทรวงได้กำหนดขึ้น

ป.ล.  ผู้ที่จะคอมเม้นกรุณาระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนด้วยครับ    :lol:

Popularity: 94% [?]