Archive for June 2550

TU Edutainment Room

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 2550) เป็นวันครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งสถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและการพัฒนา (สปข.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีพิธีเปิดห้องศูนย์รวมความรู้และความบันเทิง (TU Edutainment Room) โดย ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี

ห้อง TU Edutainment ตั้งอยู่ที่อาคารคณะศิลปศาสตร์ชั้น 1 ด้านศูนย์ประสานงาน คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ท่าพระจันทร์ จากเดิมที่เป็นห้องเก็บของรกๆ ได้กลายมาเป็นห้องที่ให้บริการความรู้และความบันเทิงแก่นักศึกษา

ผมได้เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย เลยเก็บภาพมาเป็นที่ระลึก

img_0261.jpg

img_0251.jpg

img_0257.jpg

img_0262.jpg

img_0263.jpg

Popularity: 13% [?]

TOT ยอมปล่อยตัวประกันแล้ว

หลังจากที่ TOT ได้จับ blogspot เป็นตัวประกัน  โดยไม่ยอมให้ผู้ใช้บริการในเครือข่ายของตนได้เข้าไปอ่านบล็อกที่ blogspot เลย  บัดนี้ได้กลับตัวกลับใจยอมปล่อยตัว blogspot  แล้ว  หลังจากที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเจ้าอื่นๆ ได้ปล่อย blogspot ตั้งนมนานแล้ว (อ้างอิงจาก blognone)

แต่ผู้ใช้บริการของ TOT ADSL อย่าเพิ่งดีใจเกินไปนัก  ครั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ดูแลระบบเดินเตะสายไฟ ทำให้ปลั๊กของเซิร์ฟเวอร์หลุด เครื่องที่ทำหน้าที่บล็อกเว็บเลยใช้งานไม่ได้ชั่วคราว  ซึ่งพอได้สติและเสียบปลั๊กกลับเข้าไปแล้ว  ก็คงจะเข้าใช้งาน blogspot ไม่ได้เหมือนเดิม

หึหึ   :lol:

ดูภาพ รูป FACThai ที่พันทิพย์

Popularity: 18% [?]

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับนามสกุลพระราชทาน

“22 มีนาคม 2455 (ค.ศ.1912) แต่เดิมคนไทยนั้นไม่มีชื่อสกุล หรือนามสกุล มีแต่ชื่อตัวหรือนามบรรดาศักดิ์ จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้น แต่พระราชบัญญัตินี้ก็มีการเลื่อนใช้อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่นำมาใช้คือ วันที่ 1 เมษายน 2461 และตั้งแต่นั้นมา คนไทยก็มีนามสกุลพ่วงท้ายชื่อของทุกคนส่วนนามสกุลที่มี “ณ” นำหน้านั้น เป็นนามสกุลพระราชทานให้แก่ ราชนิกูล ข้าราชการ และให้แก่คหบดีที่อยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆ มาช้านาน และมีผู้ยกย่องนับถือเช่น คำว่า ณ อยุธยา เป็นเครื่องหมายนามสกุลของเจ้านายในราชวงศ์จักรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน โดยครั้งแรกพระราชทานนามว่า “ณ กรุงเทพฯ” ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม 2468 จึงประกาศเปลี่ยนเป็น “ณ อยุธยา” ทั้งนี้เพราะคำว่า”กรุงเทพฯ” เป็นชื่อของมหานออครทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือ “กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา” ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์” ส่วนพระบรมราชวงศ์นี้ เดิมเป็นนามสกุลอยู่ในพระนครศรีอยุธยา จึงควรเปลี่ยนมาให้ตรงกับความเป็นมานอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงออกประกาศอีกด้วยว่า ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดใช้ ณ นำหน้าสกุลของตน ยกเว้นนามสกุลที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามสกุลให้แก่ผู้ขอพระราชทานกว่า 5,600 นามสกุลทั่วประเทศในเวลานั้น”

ที่มา: http://www.wing21.rtaf.mi.th/board/question.asp?QID=1251

“3. การขอเปลี่ยนชื่อสกุลสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

3.1 ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี
3.2 ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือให้คล้ายกับพระราชทินนาม เว้นแต่เป็นราชทินนามของตน ของบุพการี
หรือของผู้สืบสันดาน
3.3 ต้องเป็นคำที่ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลพระราชทาน หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
3.4 ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
3.5 มีพยัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่กรณีเป็นราชทินนาม
3.6 ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานชื่อสกุล ห้ามใช้คำว่า “ณ” นำหน้าชื่อสกุล
3.7 ห้ามเอานามพระนครและศัพท์ที่ใช้เป็นพระบรมนามาภิไธยมาใช้เป็นชื่อสกุล”

ที่มา: กรมการปกครอง (http://www.dopa.go.th/dload/name1.htm)

“มีเกร็ดเล็กน้อยว่า เมื่อพระองค์จะพระราชทานนามสกุลแก่ผู้ใดพระองค์จะทรงศึกษาให้ทราบถึงความเกี่ยวดองซึ่งกันและกันของแต่ละสกุลโดยละเอียด หากทรงพบว่าบรรพบุรุษได้ทำคุณงามความดีมีวิทยฐานะและอาชีพอะไร ก็จะทรงแปลงคำมาจัดสรรให้ได้มงคลนามต่างๆ ขึ้นให้ไพเราะเหมาะสม พระองค์ทรงแยกพวกเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงไว้ฝ่ายหนึ่ง ส่วนขุนนางข้าราชบริพารก็ทรงจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น มีรกรากเหล่ากอปกครองบ้านเมืองมาแต่ก่อนเก่า ก็ทรงขนานนามสกุลให้เป็นผู้มาจากแหล่งต่างๆ เช่น ณ ระนอง, ณ ถลาง, ณ เชียงใหม่ ฯลฯ”

ที่มา: คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น - ”ที่มานามสกุลในประเทศไทย” (http://www.matichon.co.th/youth/youth.php?tagsub=031101&tag950=03you30300649&show=1)

Popularity: 47% [?]

สถิติของเว็บจากกระทู้นามสกุลพระราชทาน

วันนี้เมื่อผมเปิดดูสถิติของเว็บนี้ก็ต้องพบกับความประหลาดใจมาก  เพราะอยู่ดีๆ ตัวเลขคนที่เข้ามาดูเว็บพุ่งกระฉูดขึ้นไปอย่างที่เห็น  ขณะที่เขียนนี่ก็ 262 ครั้งแล้ว  จากปกติที่แทบจะไม่มีใครเข้ามาอ่านเลย

diary-stats.gif

ผมลองค้นไปค้นมาก็พบว่าจำนวนคนที่เข้ามาดูมาจาก mthai.com ที่มีผู้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับนามสกุลพระราชทาน ที่มี “ณ” ว่ามีนามสกุลอะไรบ้าง  และน้องคนหนึ่งก็บังเอิญมาพบข้อมูลที่นี่ และได้โพสบอกที่มาไว้ ซึ่งที่จริงแล้วผมก็คัดลอกมาจากเว็บไซต์ของหนังสือสกุลไทยอีกทีหนึ่ง ด้วยกลัวว่าบทความดีๆ เช่นนี้จะหายไป  ต้องขอขอบคุณ คุณจุลลดา ภักดีภูมินทร์ ที่ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ได้ทราบกัน

na-topic.jpg

ในกระทู้นั้นมีผู้เข้ามาตอบคำถามมากมาย  ทั้งที่รู้และไม่รู้  ทั้งที่เข้ามาเย้าด้วยการตั้งนามสกุล ณ ทั้งหลายขึ้นมาใหม่ด้วยความสนุกสนาน  อย่างไรก็ตามนามสกุลที่มี ณ นั้นเป็นนามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เหมาะสมที่จะนำมาล้อเล่นหรือไม่นั้นคงขึ้นอยู่กับวิจารณญานของผู้แสดงความคิดเห็นแต่ละท่านเอง

Popularity: 19% [?]

ความลับในหลวง ที่ชาวไทยอยากรู้

รองราชเลขาธิการเผยความลับในหลวงที่คนไทยอยากรู้ จากพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

งานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เรื่องพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีการเสวนาเฉลิมพระเกียรติหัวข้อ “เรื่องที่คนไทยอยากรู้” จาก ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ และนางปิยะนุช นาคคง ผอ.พิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.กระทรวงวัฒนธรรม และประชาชนกว่า 200 คนร่วมฟัง ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อเร็วๆ นี้

ผู้ดำเนินการเริ่มโหมโรงที่พระเกศาที่หลายคนสงสัยว่าทรงตัดแล้วจะนำไปไว้ที่ใด ปรากฏว่าเก็บไว้ที่ธงเฉลิมพลเพื่อมอบให้แก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

จากนั้นผู้ดำเนินรายการถามว่า พระเจ้าอยู่หัวโปรดรายการโทรทัศน์ช่องไหน รองราชเลขาธิการตอบว่า ท่านทรงข่าวสัญญาณฝรั่งเศสของยูบีซี ที่ทราบเพราะก่อนหน้านี้ยูบีซีเคยจะถอดรายการดังกล่าวออก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ติดต่อไปว่าอย่าพึ่งถอด เพราะในหลวงโปรด

นอกจากนี้ ท่านยังรับฟังข่าวด้านอื่นๆ ด้วย แต่โทรทัศน์เป็นเรื่องรอง เพราะให้ความสำคัญกับวิทยุเป็นหลัก จากที่ทราบมาในหลวงเคยทรงโทรศัพท์รายงานสถานการณ์ต่างๆ ใน กทม. ไปที่ จส. 100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

ผอ.พิพิธภัณฑ์ของจิ๋วในฐานะผู้ดำเนินรายการถามต่อว่า ท่านโปรดเสวยอะไร ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า ท่านทรงเพ้อระหว่างประชวร ว่าต้องการเสวยหูปลาฉลาม และต้องไม่ใส่ผงชูรส เพราะท่านแพ้ แต่ก็ไม่ถึงกับขาดไม่ได้ สมัยก่อนรัฐบาลห้ามนำของดังกล่าวเข้ามา ท่านก็ไม่เสวย จนกระทั่งปัจจุบันกลุ่มกรีนพีซออกมาต่อต้านว่าปลาฉลามถูกฆ่าจำนวนมาก ท่านก็เลิกเปลี่ยนไปเสวยปลาแทน

ท่านผู้หญิงบุตรียังกล่าวว่า ระหว่างที่ท่านทรงรักษาพลานามัยได้ประทับที่พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะราชดำเนินได้สะดวกในที่ราบ แตกต่างจากสวนจิตรลดาที่มีนกอีกาจำนวนมาก ประกอบกับมีไข้หวัดนกระบาด นอกจากสภาพแวดล้อมดีกว่า ยังสามารถเล่นกับสุนัขทรงเลี้ยงได้ด้วย พร้อมกับคณะแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

ผู้ดำเนินรายการถามต่อว่า นอกจากคุณทองแดง และลูกๆ พระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงสัตว์อื่นหรือไม่ ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า คิดว่าไม่มี แต่ก่อนท่านทรงโปรดคุณวานร ซึ่งมีนิสัยดุ เมื่อสิ้นคุณวานร ท่านก็ไม่ได้เลี้ยงสุนัขกว่า 10 ปี จนมาพบคุณทองแดง ทั้งนี้ หลายคนอาจหมั่นไส้ ว่าทำไมสุนัขต้องเรียกคุณ ตนอยากเรียนว่า ของในวังมีราชาศัพท์หมด คุณที่ใช้เรียกนำหน้าสุนัขเป็นศัพท์ที่ในวังเรียกกัน

จากนั้นผู้ดำเนินรายการก็เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถาม คำถามแรกคือ พระเจ้าอยู่หัวทรงตักเตือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร หรือไม่ ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า เนื่องจากพระบรมฯ เป็นพระโอรสองค์เดียว จึงซนมาก เวลาที่ทำโทษท่านทรงใช้เข็มขัดเฆี่ยนบ้างในบางครั้ง แต่เมื่อพระบรมฯ อภิเษกสมรสก็ทรงเลิกสั่งสอน พร้อมตรัสว่า พ่อแม่จะวางมือเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว

จากนั้นได้ถามต่อว่า ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้กี่ประเภท ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า ถ้าเป็นดนตรีสากลได้ทุกประเภท โดยเฉพาะแซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีที่โปรดเป็นพิเศษ ส่วนดนตรีไทย ตนไม่เคยเห็น แต่ถ้าเป็นพระเทพฯ แน่นอน

ผู้ร่วมงานถามต่อว่า จ.ม.ประชาชนส่งถึงในหลวงถึงมือท่านทุกฉบับหรือไม่ รองราชเลขาธิการกล่าวว่า ส่วนใหญ่ถึงมือทุกฉบับ แต่ถ้าไม่เหมาะสมก็ไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

http://www.mthai.com/webboard/30/121140.html

Popularity: 35% [?]